เมื่อ 8 ปีก่อน . . .

ผมตื่นเช้ามา อย่างเดียวดาย บนเตียงเล็กๆ เก่าๆ นั้น
ผมทำกิจวัตรประจำวันทุกอย่าง อย่างที่เคย ไม่มีอะไรเปลี่ยนแปลง
 
ผมออกจากบ้านไปยังออฟฟิศ ตอนเก้าโมงเช้า พร้อมกับกระเป๋าเอกสารใบเล็กๆ
เมื่อผมไปถึงที่ทำงาน ผมได้พบกับเธอ เช่นทุกวัน

เธอเป็นเพื่อนร่วมงานของผม โต๊ะทำงานของผมติดกับเธอ
ทุกเช้าที่ผมเข้ามาที่ทำงาน ผมจะเจอเธอเป็นคนที่สอง รองจากพีอาร์หน้าออฟฟิศ
พร้อมด้วยใบหน้ายิ้มแย้ม และเสียงอันแจ่มใสของเธอที่ทักทายผมทุกครั้งที่ผมก้าวเข้ามา

เธอไม่ใช่คนสวยเลย เธอดูแย่กว่าสาวๆ หลายคนในออฟฟิศผมด้วยซ้ำไป

แต่ทุกๆ คนในออฟฟิศชอบและเอ็นดูเธอ ด้วยความที่เธอเป็นคนอัธยาศัยดี
พูดจาไพเราะ มีมารยาท อีกทั้งยังเป็นคนมองโลกในแง่ดีเอามากๆ ด้วย
 
จนบางครั้ง มันทำให้เธอ ตามโลกของคนอื่นไม่ค่อยจะทันเท่าไหร่นัก
น่าแปลก ที่ผมจะรู้สึกเขินๆ ทุกครั้งที่ผมจ้องหน้าเธอนานๆ

ผมรู้สึกว่าเธอมีอะไรบางอย่างที่น่ารักอย่างบอกไม่ถูก

เธอไม่ใช่คนช่างพูด แต่เธอไม่เคยเงียบเวลาอยู่กับผม
เธอไม่ใช่คนยิ้มเก่ง แต่เรามักจะยิ้มเวลาที่อยู่ด้วยกัน
เธอไม่ใช่คนมีเสน่ห์นัก แต่ผมกลับอยากอยู่ใกล้เธออย่างไม่มีเหตุผล
เธอไม่ใช่คนคุยโทรศัพท์เก่ง แต่เธอไม่เคยเป็นฝ่ายบอกผมว่า \"แค่นี้นะ\" ก่อนเลย

และที่สำคัญ . . . เธอไม่ใช่คนสวย แต่ผมรักเธอ

วันเวลาผ่านไปเรื่อยๆ เพื่อนที่ทำงานของผมก็เริ่มแต่งงานไปทีละคู่ๆ
ผมได้ไปงานแต่งงานบ่อยครั้งมาก โดยจะมีเธอไปกับผมในทุกๆ ครั้ง

จนทุกคนต่างบอกเป็นเสียงเดียวกันว่า เราเป็นแฟนกัน
ทั้งๆ ที่เรายังไม่เคยพูดเลยสักครั้ง ว่าเราเป็นแฟนกัน

เจ้าสาวของเพื่อนผม สวยๆ กันทั้งนั้น หน้าตาบางคนเทียบได้กับนางแบบหรือดาราทีเดียว
เธอมักจะพูดทุกครั้งว่า อิจฉาเจ้าสาวเหล่านั้นเหลือเกิน

ถ้าเธอใส่ชุดเจ้าสาว เธอจะสวยเช่นเจ้าสาวเหล่านี้บ้างมั้ย
เธอพูดพร้อมกับทิ้งรอยยิ้มเพ้อฝันไว้ ให้ผมเก็บมานึกถึงทุกครั้ง หลังงานเลี้ยงจบลง

รอยยิ้มของเธอ ดูชุ่มชื่นกว่าทุกครั้ง ที่เธอยิ้มให้ผม ดูสดใส เพ้อฝัน อย่างบรรยายไม่ถูก
ผ่านไปนับร้อยกว่างานแต่งงาน จนผมคิดว่า มันถึงเวลาเสียที ที่ผมจะ เป็นเจ้าบ่าวบ้าง

ผมเตรียมทุกอย่างพร้อมแล้วตั้งแต่เมื่อคืน ผมตื่นเต้นจนนอนไม่หลับ ผมจึงลุกขึ้นมาเตรียมตัว
ผมวาดภาพจินตนาการว่าผมเจอเธอ ที่ใต้ต้นไม้ใหญ่ . . .

เสื้อผ้าชุดเก่ง ดูเรียบร้อย และเหมาะกับรูปร่างอย่างผม . . . ให้เธอได้เอ่ยชมเสื้อของผม

น้ำหอมขวดใหม่ ที่ผมไม่ค่อยจะใช้นัก . . . ให้เธอประหลาดใจ และถามว่า
\"วันนี้มีอะไรพิเศษหรือเปล่า\"

มือผมที่ทาโลชั่นอย่างดี . . . ให้มันนุ่มและคู่ควรพอที่จะกุมมือเล็กๆ ของเธอไว้
คำพูดสั้นๆ รวบรัด ที่ผมพร้อมจะบอกกับเธอ . . . ให้เธอยิ้ม และน้ำตาเอ่อเล็กๆ
ดอกไม้สีขาวช่อเล็กๆ กลิ่นหอม . . . พร้อมกับ . . .

*แหวนแต่งงาน* สำหรับเธอ
ผมไปหาเธอตามที่นัด ที่สวนสาธารณะแห่งหนึ่ง ผมรอเธออยู่ที่ม้านั่งใต้ต้นไม้ใหญ่
1 ชั่วโมงผ่านไป . . . เธอไม่มา ผมยังรอ
2 ชั่วโมงผ่านไป . . . เธอไม่มา ผมก็ยังรอ
4 ชั่วโมง 12 นาทีผ่านไป . . . เธอไม่มา ผมชักกังวลแล้วสิ เกิดอะไรกับเธอหรือเปล่า
4 ชั่วโมง 27 นาที เสียงโทรศัพท์มือถือของผมดังขึ้น มันเป็นเบอร์โทรศัพท์ของเธอ

เสียงผู้ชายคนหนึ่งที่ไม่คุ้นหูกำลังคุยกับผมอยู่ ผมถามถึงเธอ
เขาบอกว่า เขาเป็นเจ้าหน้าที่ของโรงพยาบาลแห่งหนึ่ง เธอถูกรถชน !

ขณะที่เธอกำลังถือดอกไม้สีขาวช่อหนึ่ง ข้ามถนนหน้าหมู่บ้านเธอ
ที่โรงพยาบาล เธอกำลังอยู่ในห้องผู้ป่วยฉุกเฉิน พยาบาลที่หน้าห้องสั่งห้ามเข้าเด็ดขาด

หลังจากนั้นพ่อกับแม่ของเธอ วิ่งมาถึงยังหน้าห้อง พร้อมกับถามไถ่ว่าเธอเป็นอย่างไรบ้าง

ผมตอบไม่ได้ ผมไม่มีคำตอบ และไม่มีแม้แต่เสียงที่จะตอบ
มีแต่น้ำตาแห่งการรอคอย น้ำตาที่เป็นเครื่องขอพรพระเจ้าของผม
ให้เธอปลอดภัย และออกมามอบรอยยิ้มให้ผมอย่างเคย

สองชั่วโมงผ่านไป พ่อกับแม่ของเธอนั่งรออย่างอ่อนล้า
พ่อต้องคอยปลอบแม่ โอบไหล่ และเช็ดน้ำตาแม่เป็นระยะๆ

ผมมองเห็นภาพนั้นแล้ว น้ำตาผมแทบจะอดไม่ไหวที่จะหลั่งรินลงมา
ไม่น่าเลย . . . ผมไม่น่าเรียกเธอออกมาวันนี้
ไม่อย่างนั้น เธอคงไม่ต้องมารับเคราะห์อย่างนี้ . . . ผมผิดเอง

ผมทรุดลงนั่งที่เก้าอี้บ้าง หลังจากที่เดินขวักไขว่มานาน
แล้วผมก็เผลอหลับไป อย่างไม่รู้ตัว

ผมตื่นขึ้นมาไม่เห็นใคร ผมจึงถามกับพยาบาลที่เดินผ่านมาว่า คนไข้ในห้องอยู่ที่ไหน

เธอบอกว่า ต้องไปถามกับหมอที่รับผิดชอบคนไข้คนนี้ เธอพาผมไป
หมอบอกผมว่า อาการเธอยังไม่ดีนัก ต้องใช้เครื่องช่วยหายใจอยู่

เธอเสียเลือดมาก ซี่โครงเธอร้าว กระดูกชิ้นหนึ่งทิ่มปอด มีแผลฟกช้ำและถลอกตามตัวมากมาย
และผ่านมากว่าครึ่งวันแล้ว เธอยังไม่ฟื้นเลย
 
ผมขอเข้าไปเยี่ยมเธอ หมอจึงพาผมไป
พ่อกับแม่เธอนั่งอยู่ในห้อง แม่ของเธอหลับ และกุมมือเธอไว้ข้างๆ เตียง

ส่วนพ่อของเธอนั่งอยู่บนโซฟา ด้วยสีหน้าไม่สู้ดีนัก
เมื่อพ่อของเธอเห็นผมเดินเข้ามา พ่อเข้ามาปลุกแม่ให้ผละออกจากเตียงมานั่งกับพ่อ

ผมจึงเข้าไปยืนอยู่ข้างๆ เตียงของเธอ เข้าไปกุมมือเธอไว้
และแล้วน้ำตาเจ้ากรรมก็ไม่สามารถห้ามไว้ได้ มันหยดลงมาช้าๆ อย่างกล้ำกลืน

ผมไม่อยากมีวันนี้ . . . วันที่คนที่ผมรัก จะต้องมานอนหลับใหลอย่างไม่รู้ชะตากรรมข้างหน้า
 

8 ปีที่ผ่านมา เธอไม่เคยเงียบอย่างนี้เลย เธอคนนั้นของผม จะกลับมาคุยกับผมเมื่อไหร่
จะกลับมามอบรอยยิ้มนั้นให้กับผมได้ไหม ได้โปรด . . . กลับมาฟังคำที่ผมเตรียมไว้ได้ไหม

ในขณะที่ผมกำลังสิ้นหวังอย่างสุดขีด มือเล็กๆ ของเธอในอุ้งมือผม กระตุกขึ้น
เธอเริ่มรู้สึกตัวช้าๆ รอยยิ้มของผมเผยออกมาอย่างไม่อาจห้ามได้ ผมยิ้ม ยิ้มทั้งน้ำตา

ผมกดออดเรียกพยาบาลเข้ามา พยาบาลเข้ามาดูแล จัดการกับเครื่องต่างๆ
แล้วพยาบาลก็กล่าวยินดีกับผม และพ่อกับแม่ของเธอ จากนั้นพยาบาลก็ถอยไปยืนข้างหลัง

ผมเรียกชื่อเธอ เธอยิ้ม ผมเห็นรอยยิ้มที่คุ้นเคยนั้น ผ่านเครื่องช่วยหายใจที่ปิดอยู่
พ่อกับแม่ของเธอด้านหลังลุกขึ้นมาอยู่อีกข้างหนึ่งของเตียง

เธอพยายามจะเอื้อมมือไปหาพ่อกับแม่ของเธอ แม่กุมมือเธอและร้องไห้โฮอีกครั้ง
พ่อยืนอยู่ข้างหลัง ด้วยสีหน้าชุ่มชื่น และพยายามข่มน้ำตาอยู่

เธอหันมาหาผมอีกครั้ง เธอพยายามจะพูดอะไรบางอย่างกับผม แต่เธอพูดไม่ได้

ผมขอปากกากับกระดาษจากพยาบาล พยาบาลยื่นมาให้ ผมนำมันให้กับเธอ
เธอใช้มือข้างซ้ายของเธอเขียน มือที่เธอไม่ถนัด เธอพยายามขีดเขียนบนกระดาษ

ผมอ่านได้ความว่า \"ชุดสวยดีนะ\"

. . . ผมยิ้มและมองหน้าเธอ
และบอกกับเธอว่าผมเตรียมมาเพื่อเธอโดยเฉพาะ

เธอเขียนบนกระดาษอีกครั้ง ครั้งนี้ ผมอ่านได้ความว่า
\"ใส่น้ำหอม . . . มีอะไรพิเศษหรือเปล่า\"

ผมประหลาดใจ เธอยังจำได้ดีว่า ผมเป็นคนไม่ชอบใส่น้ำหอมเท่าไรนัก
ผมยิ้ม พยักหน้าตอบรับ และใช้มือผมทั้งสองลูบไล้มือของเธอเบาๆ

เธอยังเขียนต่อ ผมอ่าน \"มือเธอนุ่ม . . . แปลก\"
มันแปลกเพราะผมเป็นคนมือหยาบกร้านมาแต่ไหนแต่ไรแล้ว

เธอก็รู้ ผมน้ำตาไหลอีกแล้ว มันยั้งไม่อยู่ ทุกอย่างเกือบจะเป็นไปอย่างที่คิด
แต่มันไม่ใช่ที่นี่ ! ไม่ใช่ตรงนี้ ! ที่ที่เธอต้องบาดเจ็บและทุกข์ระทม

เธอควรจะอยู่ในชุดสีขาว เธอควรจะยืนอยู่ และยิ้มกับผมใต้ต้นไม้ใหญ่
. . . . . ไม่-ใช่-ที่-นี่ . . . . .

ผมก้มลงไปหาเธอ และบอกกับเธอ คำพูดสั้นๆ ที่ผมเตรียมมาทั้งคืน
ผมบอกกับเธอทั้งน้ำตา \"ผมรักคุณ แต่งงานกับผมเถอะ\"

ผมหยิบแหวนแต่งงาน สวมลงที่นิ้วเธอ

เธอยิ้ม ยิ้มทั้งน้ำตาเช่นเดียวกับผม สบตาผม อย่างจริงใจ
ผมก้มลงไปจุมพิตที่หน้าผากของเธอ ลูบแก้มของเธอ

เธอพยายามเขียนอีกครั้งหนึ่ง ผมหยิบขึ้นมาอ่าน เธอเขียนยาวกว่าครั้งก่อนๆ
\"คนที่ไม่สวย ไม่ดีพร้อมอย่างฉัน จะเป็นเจ้าสาวของเธอได้หรือ\"

ผมไม่ตอบเธอด้วยคำพูด แต่ผมยิ้มให้เธอและสบตาเธออีกครั้ง
นี่แหละ . . . คนรักของผม คนที่ผมรักที่สุด เจ้าสาวของผม

ทุกอย่างดูเหมือนจะผ่านไปด้วยดี คืนนั้นผมต้องกลับบ้านเพื่อไปเคลียร์งานของวันต่อไป
พรุ่งนี้ ผมจะได้อยู่กับเธอได้ทั้งวัน

พอวันรุ่งขึ้นมา ผมไปที่โรงพยาบาล หมอและพยาบาลที่ผมเจอเมื่อวาน วิ่งกันวุ่น ผมสงสัย
 

ผมมุ่งตรงไปที่ห้อง มือเอื้อมไปที่ลูกบิดประตู ผมได้ยินเสียงร้องไห้ เสียงแม่ของเธอ
ผมไม่อยากคิด ผมไม่กล้าคิด หรือว่า . . .
ผมเปิดเข้าไป ช้าๆ ผมเห็นภาพ ที่ผมไม่อยากเห็น


แม่ นอนร้องไห้อยู่บนร่างของเธอ

ผมเดินเข้าไปใกล้ๆ
เข้าไปมองที่หน้าเธอ หน้าที่เมื่อวานยังยิ้มให้กับผมอยู่ แต่วันนี้ ไม่มีอีกแล้ว
เธอเงียบไปอีกแล้ว แต่มันไม่เหมือนเมื่อวาน

หมอพูดแสดงความเสียใจกับผม
ครั้งนี้ เธอจะไม่ฟื้นขึ้นมายิ้ม ไม่ฟื้นขึ้นมาพูด หรือแม้แต่จะเขียนข้อความถึงผม
ผมสังเกตเห็น ที่มือของเธอ ไม่มีแหวนวงนั้น ที่ผมมอบให้

เธอถอดมันทิ้งไว้วางบนโต๊ะข้างๆ เตียง วางอยู่พร้อมกับกระดาษแผ่นหนึ่ง
ผมหยิบขึ้นมาอ่าน เธอเขียนข้อความไว้ยาวเหยียด ถึงผม


\"ขอบคุณสำหรับทุกสิ่งทุกอย่าง ทุกคำที่พูด ทุกสิ่งให้ ทุกรอยยิ้มที่ส่งมา
ฉันอยากจะบอกมาตั้งนานแล้วว่า ฉันก็รักเธอ รักมากเสียจนไม่อยากเห็นเธอเสียใจ
แต่ฉันไม่เคยกล้าที่จะบอก ฉันคิดมาตลอด ว่าเมื่อไหร่ ที่ฉันจะสวยมากเท่ากับคนอื่นๆ
เหมือนเจ้าสาวคนอื่นๆ ที่ได้แต่งงานกับคนที่เขารัก
เมื่อไหร่ที่ฉันจะสวยพอ คู่ควรพอ กับเธอ . . . ที่ฉันรัก
ฉันอยากเป็นเจ้าสาวของเธอ ฉันอยากใส่ชุดเจ้าสาวสีขาวที่สวยงามดูสักครั้งในชีวิต
แต่ฉันไม่อาจรับแหวนวงนี้ไว้ได้ เพราะฉันรู้ดี ว่ามันไม่เหมาะสมสำหรับฉัน
แหวนวงนั้นมันมีค่ามากเกินไป สำหรับฉัน
ฉันรับไว้ได้แค่เพียง ความรู้สึกดีๆ ที่เธอมีให้
ฉันรับได้เพียง คำพูดที่ฉันเฝ้ารอฟังจากเธอมาแสนนาน
เท่านั้น . . . ที่ฉันต้องการ และฉันจะนำมันติดตัวไปทุกที่
ไม่ว่าฉันจะอยู่บนโลกใบนี้ หรือไม่ก็ตาม
ฉันรักเธอ . . . ที่สุดแห่งความรักของฉัน ตลอดไป\"


ผมอ่านจบ น้ำตาของผมมันหยดลงบนกระดาษแผ่นนั้น ซึ่งมีคราบน้ำตาหยดหนึ่งอยู่แล้ว
น้ำตาของเธอ ไม่น่าเลย . . . เธอคิดผิด นี่แหละ คือแหวนของเธอ คือความรัก คือสิ่งที่เธอ
สมควรจะได้รับ


ผมตัดสินใจ และบอกกับพ่อกับแม่ของเธอให้เตรียมการอย่างหนึ่ง
งานศพของเธอ ก่อนที่เขาจะนำเธอเข้าไปในโลงสี่เหลี่ยมนั้น

ผมขอว่า ให้เปลี่ยนชุดให้กับเธอ ผมสั่งซื้อชุดเจ้าสาวชุดหนึ่งให้กับเธอ
แม่และน้องสาวของเธอ เปลี่ยนชุดให้กับเธอ พร้อมทั้งแต่งหน้าบางๆ ให้

บัดนี้ เธอนอนหลับใหลอยู่บนแผ่นไม้ ที่ห้อมล้อมด้วยดอกไม้ประดับ
เธอสวมชุดเจ้าสาวสีขาวตามที่เธอหวัง สวมแหวนวงนั้น และนิทราอยู่อย่างเงียบสงบ

ใครว่าเธอไม่สวย . . . ใครว่าเธอไม่สวยเท่ากับเจ้าสาวคนอื่นๆ

ไม่ ! วันนี้ . . . เธอสวยที่สุด ไม่มีใครสวยเท่าเธอในสายตาผม

\"ผมรักเธอ . . . ที่สุดแห่งความรักของผม ตลอดไป\"

เมื่อก่อน . . . ผมบอกกับเธอว่า ผมรักเธอ

เพราะผมคิดว่า เธอไม่ได้สวยไปกว่าใคร ผมพอใจเธอ

ปัจจุบัน . . . บัดนี้ หลายสิ่งเปลี่ยนแปลงไป

ผมบอกกับเธอว่า ผมรักเธอ เพราะผมคิดว่า ไม่มีใครสวยไปกว่าเธอ . . . . . . . อีกแล้ว


ในวันที่คุณสะกดคำว่า “ความสุข” ยากขึ้นทุกทีๆ
 ในวันที่คุณหมดพลังจะทำงานหรือทำอะไรต่อมิอะไร
     คุณรู้ตัวหรือเปล่าว่าชีวิตกำลังขาดอะไรไป ?
     เงิน
     ตำแหน่งหน้าที่การงาน
     บ้าน
     รถ
     การยอมรับ
     คำชื่นชม
     หรือความสุขเล็กน้อยๆ แบบพอเพียง แต่ทำให้จิตใจเบิกบานได้ยาวไกล
     อะไรคือสิ่งที่คุณกำลังขาดหายและต้องการมากเหลือเกิน นั่นคือภาระหน้าที่ที่คุณต้องค้นหาคำตอบ จะใช้ชีวิตอยู่อย่างไม่รู้คำตอบไม่ได้อีกต่อไป มีแต่คำถาม แต่ไม่พยายามหาคำตอบ หรือไม่คิดที่จะหาคำตอบเพื่อให้ตัวเองมีความสุขนั้นไม่ได้แล้ว
     หากมัวแต่เอาตัวเองเวียนว่ายอยู่ในความทุกข์ตลอดเวลา ใจป่วย ก็ไม่รีบรักษา กายป่วย ก็โทษว่าทำงานหนักมากไป เครียดมากไป อะไรๆ ก็ไม่เป็นดั่งใจ สุขภาพเลยแย่ ทั้งๆ ที่ความจริงคือสภาพจิตใจย่ำแย่มากกว่ามาตั้งแต่ไหนแต่ไรแล้ว แต่ต้องปั้นหน้ายิ้มระรื่น ฝืนตัวเองให้ตื่นขึ้นมาเพื่อออกไปทำงาน กลายเป็นคนไม่มีความสุข กลายเป็นคนมีทุกข์ถาวร กลายเป็นคนที่ใครก็ไม่อยากเข้าใกล้ ไม่อยากคุยเรื่องงานด้วย เพราะวันๆ เอาแต่ทำหน้ายักษ์หน้าย่น
     คิดอยากจะลาออกไปทำงานที่ไหน
     แค่คิดก็ผิดแล้ว
     เพราะฉะนั้น ไม่ว่าอะไรก็ตาม เมื่อมีเหตุก็ย่อมต้องมีผล เมื่อมีผล ก็ย่อมต้องมีผลกระทบตามมาเสมอ และผลกระทบที่ตามมาในรูปแบบคาดไม่ถึงนี่แหละ ที่ทำให้ใครหลายคนเกิดอาการเมาหมัด ไม่รู้จะแก้ไขยังไง ไม่รู้จะเริ่มต้นแบบไหน และไม่รู้ว่าจะเดินไปในทิศทางใด
     หากลองคิดตามและลองนำไปเทียบเคียงกับตัวเองเวลาทำงานดู คุณจะเห็นคำตอบของคำถามที่ว่าที่เป็นทุกข์เพราะทำงานไม่มีความสุขนั้น เป็นเพราะอะไรกันแน่

     1 ทุกข์เพราะต้องทนกับสภาพที่ทนได้ยากเย็นแสนเข็ญ...หรือเปล่า
     2 ทุกข์เพราะเจอสภาวะบีบคั้นและกดดัน...หรือเปล่า
     3 ทุกข์เพราะเกิดความขัดแย้ง...หรือเปล่า
     4 ทุกข์เพราะเกิดข้อขัดข้อง มีความบกพร่อง ไม่ทางใดก็ทางหนึ่ง...หรือเปล่า
     5 ทุกข์เพราะไม่มีอะไรที่สมบูรณ์ในตัวเองเลย ไม่มีอะไรเที่ยงแท้และทำให้พึงพอใจได้เต็มอิ่มอย่างแท้จริงเลย...หรือเปล่า 

     หรือแท้ที่จริงแล้ว เป็นเพราะคุณไม่พอใจเจ้านาย ไม่พอใจระบบวิธีการทำงาน ไม่พอใจกฎระเบียบข้อบังคับขององค์กร ไม่พอใจค่าตอบแทนที่ได้รับ เพราะไม่สอดคล้องกับการทำงานที่ได้ทุ่มเททำลงไป ไม่พอใจเรื่องเวลาการทำงานที่ขอกันมากเกินไป เวลาพักผ่อนจึงน้อยเต็มที
     “ไม่พอใจ”

     สิ่งนี้หรือเปล่าที่ทำให้คุณกำไว้ในมือ และไม่ยอมเรียนรู้ที่จะจ๊ะเอ๋ทักทาย แล้วก็บ๊ายบายโบกมือลาไป ลองหาให้เจอว่าไอ้ที่ไม่พอใจนั้นคืออะไร เพื่อจะได้หาหนทางแก้ไขและสะสางให้หมดไป จะได้ไม่ฝังลึกลงรากในจิตใจเราทั้งวันทั้งคืน
     หากไม่รู้ว่าทำอย่างไร ไม่รู้ว่าจะมีวิธีใดที่ทำให้ความไม่พอใจหมดสิ้นไปได้ คุณต้องนำ พลังความคิดด้านบวก + จากวิธีคิดแบบแก้ปัญหา ไปใช้ เพื่อให้คุณรู้ว่า
     เหตุคืออะไร
     จะได้ไปแก้ที่ต้นเหตุ
     เพื่อที่ผลลัพธ์
     จะได้พบเจอหนทางสว่าง
     ไม่ใช่เขาวงกต
    
     หากไม่พอใจเจ้านาย เพราะ... เพราะตัวคุณหรือเพราะตัวเจ้านาย เพราะคุณคิดไปเองล่วงหน้า หรือมีเหตุการณ์เกิดขึ้นมาแล้วมีผลกระทบกับคุณโดยตรง เพราะเอาตัวเองเป็นที่ตั้งหรือเจ้านายเอาตัวเองเป็นใหญ่
     ไม่พอใจระบบวิธีการทำงาน เพราะ... เพราะการจัดระบบตัวเองไม่ดีเพียงพอ หรือเพราะเจ้านายวางรากฐานไม่ดีและไม่มีกลไก เพราะคุณฟังเจ้านายอธิบายงานไม่ลึกซึ้ง หรือเจ้านายอธิบายงานไม่ละเอียด เพราะคุณต่อต้านระบบตลอดเวลา ไม่เป็นใจยอมรับ หรือเพราะเจ้านายบังคับจนต้องฝืนใจยอมรับ
     ไม่พอใจกฎระเบียบข้อบังคับขององค์กร เพราะ... เพราะคุณทำไม่ได้ หรือไม่อยากทำ หรือเพราะกฎระเบียบมันมากมายจูจี้เกินไป หรือเพราะคุณเคยชินกับความสบาย และอะไรที่ไม่ต้องมาวุ่นวายใจ
     ไม่พอใจค่าตอบแทนที่ได้รับ เพราะไม่สอดคล้องกับการทำงานที่ได้ทุ่มเททำลงไป เพราะ.. เพราะคุณต้องการมากเกินไป หรือได้เงินน้อยจริงๆ เพราะอยากได้เงินมาก แต่ไม่อยากทำงานมาก หรือทำงานมาก แต่เจ้านายไม่ให้เงินมาก
     ไม่พอใจเรื่องเวลาการทำงานที่ขอกันมากเกินไป เวลาพักผ่อนจึงน้อยเต็มที  เพราะ... เพราะเจ้านายเห็นแก่งานมากเกินไป หรือเพราะคุณไม่มีใจเป็นหนึ่งเดียวกันกับทีม เพราะคุณไม่เห็นความสำคัญเรื่องเวลา หรือเพราะเจ้านายเห็นแก่เวลา เพราะงานมาก่อน หรือคุณต้องเอาตัวเองมาก่อน
     ลองวางใจเป็นกลาง แล้วหาทางค้นหาวิธีแก้ไขและจัดการให้ได้ โดยไม่มีฝ่ายหนึ่งฝ่ายใดต้องเจ็บช้ำน้ำใจ  และระลึกไว้เสมอว่าอารมณ์ที่บูดเน่าเวลาหน้าดำคร่ำเครียดกับงาน มีผลต่อการแก้ไขมากมายทีเดียว เพราะเมื่ออารมณ์มีผลกระทบกับใจ จนทำให้ใจและกายป่วยไข้ เวลาที่ใจกายกำลังป่วย หากคุณได้มองเห็นหน้าตาอารมณ์ต่างๆ ไม่ว่าจะ สุข ทุกข์ เหงา เศร้า น้อยใจ หวั่นไหว เซ็งจิต หงุดหงิด รำคาญใจ อ่อนไหว อ่อนแอ เวลาทำงานแล้วรู้สึกเบื่อหน่ายโลก และเกิดคำถามกับตัวเองอยู่ตลอดเวลาว่า ทำไมถึงต้องทนใช้ชีวิตอยู่ในกล่องสี่เหลี่ยมใบเล็กๆ ที่เรียกกันว่า “ที่ทำงาน”
        
                         ตื่นแต่เช้า  
        
    (เมา) เข้านอน                      ทำงาน
          
                   กลับบ้าน (กินเหล้า) 
    
     แค่กระดาษแผ่นเล็กๆ ที่เขาเขียนแปะไว้ ก็สะท้อนใจได้ว่า สิ่งที่เป็นอยู่อาจทำให้เขาไม่รู้สึกรักในงานที่ทำ หัวหน้างานสั่งให้ทำอะไรก็ทำได้ แต่อาจไม่รู้สึกตื่นเต้นกับงานที่กองอยู่ตรงหน้า และอาจมองไม่เห็นว่าชีวิตอยู่ตรงส่วนไหนบนโลกใบนี้ ทำไมที่ที่ยืนอยู่ถึงได้อึดอัด ไม่สุขสบายใจ และเกิดคำถามคาใจว่าตัวของเรากลายเป็นเครื่องจักรที่ไม่มีหัวใจไปตั้งแต่ เมื่อไรกันนี่
     คำตอบคือ...
     หากเราไม่รู้จักมองให้เห็นหน้าตาอารมณ์ด้านลบที่แวะเวียนเข้ามาหลอกล่อให้ เราติดกับ เราจะกลายเป็นหนูตัวหนึ่งที่ต้องทนทุกข์อยู่ในกับดักนั้น เจ็บปวด หลุดไม่พ้น และล้มหายตายจากไปในวังวนที่เราหลงเข้าไปโดยไม่รู้ตัว
     หากเราไม่พยายามฟังเสียงหัวใจตัวเองที่กำลังเบาลงทุกที เสียงที่คอยบอกให้เราอดทนเข้าไว้ เสียงที่มันซ่อนอยู่ลึกๆ ภายในจิตใจที่เรามักเผลอลืมมัน เมื่อไม่พยายามเราอาจพ่ายแพ้แรงกระทบจากนั่นโน่นนี่มากมายที่คอยฉุดดึงให้ เราล้มลงอยู่ตลอดเวลา และกลายเป็นซากมนุษย์ที่เอาแต่พกร่างกายมาทำงาน แต่จิตและวิญญาณล่องลอยหายไปไหนแล้วก็ไม่รู้
     หากไม่ลองสัมผัสความพยายามและความมุ่งมั่นดูอีกสักครั้ง เหนื่อย ก็ลองดูอีกสักครั้ง ท้อแท้ใจ ก็ลองดูอีกสักครั้ง เราคงไม่รู้หรอกว่า รสชาติของความสำเร็จหอมหวานเพียงใด หากเหนื่อยล้าท้อแท้ใจซ้ำซากอยู่อย่างนี้โดยไม่คิดที่จะเปลี่ยนตัวเอง หรือดึงตัวเองให้ลุกขึ้นมาทำอะไรสักอย่าง
เราก็เป็นได้แค่คนที่มัวแต่พร่ำบ่น
     และถูกกลืนหายไปในท้ายที่สุด
     หากไม่คิดจะลิ้มลองรสชาติความกดดันดูบ้าง เราคงไม่รู้ว่า ไม่ว่าเราจะทำงานที่ไหน หรือทำอะไรที่แตกต่างออกไป เราต้องเจอภาวะกดดันและอยู่ภายใต้กรอบเหมือนกันหมด หาข้อดีและข้อเสียของแรงกดดันนั้นให้เจอ เรียนรู้ ยอมรับ และอยู่กับมันให้ได้อย่างมีความสุข การทนอยู่ด้วยความคิดด้านลบ - มีแต่ทัศนคติแย่ๆ และพยายามหัวชนฝา ท้ายที่สุด เราก็จะอยู่ไม่ได้ ไม่ว่าจะย้ายงานไปอีกกี่ครั้งกี่ที่กี่แห่ง เราก็จะอยู่ไม่ได้เช่นเดียวกัน
     จำไว้เลยว่า
     คิดจะเปลี่ยนแปลงองค์กร หรือเปลี่ยนแปลงใคร 
     สู้เปลี่ยนตัวเราเองเสียยังจะดีกว่า
     ง่ายกว่า
     และมีความสุขมากกว่า
     หากรู้สึกไม่มีความสุข ลองให้โอกาสตัวเองรู้สึกอยากมีความสุขดูบ้างสิ แค่อยากปล่อยและวางปัญหาต่างๆ ให้ห่างตัว ไม่พยายามรู้สึกเป็นทุกข์ และคิดแต่เรื่องที่เข้ามากระทบให้ปวดหัว คิดและรู้สึกให้ได้ว่า มันก็เป็นแค่ความตึงเครียดเพียงชั่วครู่ของชีวิต เดี๋ยวมันก็จะผ่านพ้นไป เพราะไม่มีอะไรในโลกที่จีรังยั่งยืน มีแต่ความทุกข์ที่เรากำมันไว้อยู่ในมือนั่นแหละที่ยั่งยืนไม่ยอมหยุด  แค่เขวี้ยงมันทิ้ง ในมือก็ว่างเปล่า แล้วเรายังจะกำมันไว้อยู่อีกทำไม
     หากได้หัวเราะกับปัญหา ได้หัวเราะกับความงี่เง่าของใครหรือสิ่งอื่นใดในบางเรื่อง และได้ยกมันออกไปจากใจบ้าง บางทีอะไรหนักๆ มันก็เป็นแค่สำลีก้อนเล็กๆ ก้อนหนึ่ง ไม่อยากฟังเสียงของใครให้ปวดหัว เราก็ยังเอาสำลีก้อนนี้อุดหูตัวเองได้ เรื่องง่ายๆ ที่บางทีดูเหมือนงี่เง่า แต่บางทีก็ช่วยทำให้เราเบาสบายได้เหมือนกัน
     และหากเราไม่มีความรักให้แก่งาน ไม่รักตัวเอง เหยียบย่ำตัวเองด้วยการมัวแต่นอย นอย แล้วก็นอยตั้งแต่เช้ายันเย็น...เลิกทำงานไปเลยดีกว่า อยู่บ้านอย่างเดียวให้เหี่ยวเฉาตายกันไปข้างนึงเลย
     .
     .
   ได้มากมายเพียงนี้ และทำไมถึงไม่มีทางไปที่ดีกว่าเดิมแล้วละก็ คุณจะไม่เกิดวงจรชีวิตที่ซ้ำซากน่าเบื่อหน่าย เหมือนที่กราฟิค ดีไซเนอร์คนหนึ่งที่ได้ร่วมงานด้วย เขาเคยเขียนวงจรชีวิตอันน่าเศร้าใส่กระดาษใบเล็กๆ แล้วแปะทิ้งไว้ที่คอมพิวเตอร์ของตัวเองไว้อย่างนี้ค่าของคน อยู่ที่ผลของงาน และค่าของคน ก็ยังอยู่ที่ผลของงาน นี่คือเกียรติยศของชีวิตที่เราต้องท่องจำให้ขึ้นใจไว้ เพราะมันคือความจริงของชีวิต เพราะมันคือ พลังความคิดด้านบวก + ที่ผลักดันให้ได้มองเห็นคุณค่าในตัวเอง และไม่สร้างภาระให้ตัวเองต้องแย่ลงไปกว่าเดิม แต่เพิ่มศักยภาพของชีวิตอย่างไม่มีวันสิ้นสุด
     เมื่อเรามี
พลังความคิดด้านบวก + จากวิธีคิดแบบแก้ปัญหา เป็นคู่มือ และเป็นอาวุธช่วยป้องกันภัย เมื่อนั้นเราก็จะได้เรียนรู้ว่า
     ปัญหาคืออะไร ปัญหาอยู่ที่ไหน รู้ว่าต้องเข้าใจสภาพปัญหาและขอบเขตของมัน และรู้ว่าได้เข้าใจสภาพและขอบเขตของปัญหานั้นๆ แล้ว
     รู้ว่าสาเหตุของปัญหาคืออะไร รู้ว่าจะต้องแก้ไขที่สาเหตุนั้น และรู้ว่าสาเหตุนั้นได้แก้ไขและกำจัดแล้ว
     รู้ว่าภาวะหมดปัญหาที่ต้องการ หรือต้องทำ คืออะไร รู้ว่าภาวะนั้นเป็นจุดหมายที่จะต้องไปให้ถึง และรู้ว่าได้ทำสำเร็จแล้ว
     รู้ว่าวิธีแก้ปัญหาเป็นอย่างไร รู้ว่าวิธีการนั้นจะต้องลงมือปฏิบัติตามวิธีที่วางไว้ และรู้ว่าได้ปฏิบัติจัดการตามวิธีนั้นเสร็จสิ้นเรียบร้อยแล้ว
    
     หากวันนี้ คุณเหนื่อยล้าท้อแท้ใจและไม่มีความสุขกับงานที่ทำ จนกลายร่างเป็นเครื่องจักรชิ้นเล็กๆ ชิ้นหนึ่งที่เริ่มฝืดๆ ติดๆ ขัดๆ และต้องการน้ำมันหล่อลื่นที่เรียกกันว่า
“ความสุข”
   
    คุณลองนึกถึง 10 นาทีแรกที่ได้งานที่สมัครไว้ดูสิ
    คุณตื่นเต้นแค่ไหน
    คุณมีไฟ มีพลังกาย มีพลังใจมากแค่ไหน
    คุณมีความอยากที่จะทำงานนั้นมากมายเพียงใด
    ค้นหา moment นั้นให้เจอ
    แล้วคุณจะพบคำตอบของหนทางไป

สิ่งที่ได้รับจาก พลังความคิดด้านบวก +

* ได้มองเห็นหน้าตาอารมณ์ด้านลบ – ที่แวะเวียนเข้ามาหลอกล่อให้ติดกับ
* ได้ฟังเสียงหัวใจตัวเองที่คอยบอกให้อดทนเข้าไว้
* ได้สัมผัสความพยายามและความมุ่งมั่นจนติดเป็นนิสัย ไม่ว่าจะเหนื่อยหรือท้อแท้ใจอีกกี่ครั้งกี่หน
* ได้ค้นหาข้อดีข้อเสียของแรงกดดันจนเจอ และได้เรียนรู้ ยอมรับ และอยู่กับมันได้อย่างมีความสุข
* ได้ให้โอกาสตัวเองรู้สึกอยากมีความสุข
* ได้หัวเราะกับปัญหาและความงี่เง่าของใครต่อใคร หรือสิ่งอื่นใด และได้ยกมันออกไปจากใจ
* ได้ความรักที่เป็นของจริง คือรักตัวเอง และรักงานที่ทำ
* และได้รู้จักความทุกข์ สาเหตุ ที่มาที่ไป วิธีแก้ไขอย่างรู้เท่าทัน เพื่อผลประโยชน์คือความสุขที่เกิดขึ้นทั้งตัวเราเองและคนรอบข้างที่ร่วมงาน ด้วย ทั้งระดับสูงกว่า ระดับเดียวกัน และระดับน้อยลงไป

วิธีแก้อาการงอน

posted on 07 Sep 2009 19:55 by apichat062
 เป็นโรคระบาดที่ร้ายแรง
ติดต่ออย่างรวดเร็วขยายตัวเป็นวงกว้างในแนวราบ
ยังไม่พบ วัคซีน หรือยารักษา
ผู้ป่วยมีอาการหน้างอ และบางรายที่อาหารหนักจะมีอาการหน้าดำ
แทรกซ้อนด้วย หูแข็ง ฟังอะไร ขัดหูขัดใจไปหมด
ตาขวาง น้ำลายไหลเล็กน้อยพองาม
ยังไม่พบหลักฐานที่แน่นอน ว่าผู้ใดนำเชื้อมาปล่อย
โรคนี้ส่งผลให้อุณหภูมิร่างกายสูง มือไม้สั่น
ผู้ป่วยที่อาการหนักอาจถึงขั้นชักดิ้นชักงอ

การปฐมพยาบาลเบื้องต้น

ควรสังเกตอาการผู้ป่วย ว่างอนอยู่ในระดับไหน
ถ้างอนน้อยๆ ให้รีบง้อ
ผู้พบเห็นทั่วไปควรเอาใจใส่ต่อผู้ที่ติดเชื้อในระยะเริ่มแรก
จะทำให้อาการไม่ลุกลาม และสามารถรักษาหายได้

สำหรับผู้ป่วยที่อาการหนัก

ผู้ง้อ ควรได้รับการฝึกสอนและเป็นผู้ชำนาญการง้อเป็นพิเศษ
เพราะผู้ป่วยจิตใจอ่อนแอ เปราะบางแตกหักง่าย
ต้องการความเอาใจใส่
หลังได้รับการรักษาผู้ป่วยที่หายแล้ว
ยังสามารถอาการกำเริบได้ทุกเวลา
ผู้ใกล้ชิดต้องให้ความรักและความเข้าใจ
หากความรักและความเข้าใจลดน้อยลงเมื่อไหร่ อาการงอนจะกำเริบ

หมายเหตุ

พบมากในกลุ่มคนที่มีความสวย และความน่ารัก
สำหรับผู้ไม่สวยและไม่น่ารัก
จะเรียกอาการเดียวกันนี้ว่า น่าเบื่อ น่ารำคาญ
จะปล่อยไปตามยถากรรม
ไม่มีการปฐมพยาบาลใดๆ ทั้งสิ้น
จนกว่าอาการจะหายหรือตายไปเอง...